Page 341 - เอกสารประกอบการประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี2560 วิชาการงานพัฒนาที่ดิน ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน : ระหว่างวันที่ 19-21 กรกฎาคม 2560 ณ โรงแรมสยามออเรียนทัล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
P. 341

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน

                  ประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี 2560 “วิชาการงานพัฒนาที่ดิน ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน” วันที่ 19 - 21 กรกฎาคม 2560


                  ผลของการปรับปรุงดินด้วยถ่านชีวมวลต่อความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารพืช ผลผลิตและคุณภาพ

                  ของผักกาดหอม
                  Effect of Biochar as a Soil Amendment on Available of Plant Nutrients, Yield and
                  Quality of Lettuce (Lactuca sativa L.)

                                                                               1
                                                               1
                                                    2
                                  1
                  วรางคณา สงวนพงษ์   วันเพ็ญ วิริยะกิจนทีกุล   ศรชัย คุมสุข   และ ธเนศ แซวหลี
                                        2
                  1 สํานักงานพัฒนาที่ดินเขต 6  สํานักวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน  กรมพัฒนาที่ดิน
                  บทคัดย่อ

                         โครงการวิจัยนี้ศึกษาผลของการใช้ถ่านชีวมวลชนิดต่างๆ และอัตราการใช้ถ่านชีวมวลที่มีต่อ
                  ผลผลิตพืชผักเปรียบเทียบกับการใช้ถ่านที่ผลิตโดยวิธีการเผาแบบเกษตรกร จากการเก็บข้อมูลพืชหลังจาก
                  ทําการทดลองในกระถาง 2  รอบ  พบว่า น้ําหนักสดจะเพิ่มขึ้นตามการใส่ถ่านชีวมวลในอัตราที่เพิ่มขึ้น โดยดิน
                  ที่ใส่ถ่านชีวมวลจากไม้ไผ่ อัตรา 20  ตันต่อเฮคตาร์ จะทําให้ผักกาดหอมมีน้ําหนักสดมากที่สุดทุกตํารับ

                  การทดลองที่มีการใส่ถ่านจะให้ความสูงต้นผักกาดหอมมากกว่าการไม่ใส่ถ่านชนิดใดๆ เลย และจํานวนใบต่อต้น
                  จะเพิ่มขึ้นตามอัตราการใส่ถ่านชนิดต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ผลชัดเจนขึ้นในการปลูกรอบที่ 2 ผลการ
                  วิเคราะห์สมบัติดินหลังปลูกในกระถาง 2  รอบ พบว่า ค่าความเป็นกรดด่างในดิน ปริมาณอินทรียวัตถุ ในดิน
                  ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดิน และปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ในดิน หลังปลูกใน รอบที่ 1

                  มากกว่ารอบที่ 2  ในทุกตํารับการทดลอง เมื่อทําการพิจารณาเลือกตํารับการทดลองที่ดีที่สุดในแต่ละชนิดถ่าน
                  จากผลการทดลองในกระถาง เพื่อนําไปใช้เป็นตํารับการทดลองในการปลูกผักกาดหอมในแปลงทดลอง  พบว่า
                  ตํารับการทดลองที่ดีที่สุดในแต่ละชนิดถ่าน คือ ตํารับที่มีการใส่ถ่านชีวมวลจากไม้ไผ่ อัตรา 20 ตันต่อเฮคเตอร์
                  การใส่ถ่านชีวมวลจากแกลบ อัตรา 10 ตันต่อเฮคตาร์ และการใส่ถ่านไม้ไผ่ที่เผาแบบวิธีเกษตรกร อัตรา 20 ตัน

                  ต่อเฮคตาร์
                         จากการปลูกผักกาดหอมทดสอบในแปลงทดลองทั้ง 2  รอบพบว่า ให้ผลใกล้เคียงกับการทดลอง
                  ในกระถาง คือ ดินที่ใส่ถ่านชีวมวลจากไม้ไผ่ อัตรา 20  ตันต่อเฮคตาร์จะทําให้ผักกาดหอมมีน้ําหนักสด

                  มากที่สุดอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติในการปลูกรอบที่ 1 และการใส่ถ่านชนิดต่างๆ ลงในดินสามารถทําให้
                  น้ําหนักสดของผักกาดหอมมากกว่าการไม่ใส่ถ่านลงในดิน  น้ําหนักสดของผักกาดหอมที่ปลูกในรอบที่ 1
                  มากกว่ารอบที่ 2 ในทุกตํารับการทดลอง แต่น้ําหนักแห้ง ความสูงต้น และความยาวรากของผักกาดหอมที่ปลูก
                  ทั้ง 2  รอบ  ในทุกตํารับการทดลองไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม พบว่า
                  ความยาวรากของผักกาดหอมที่ปลูกในรอบที่ 1  น้อยกว่ารอบที่ 2  ในทุกตํารับการทดลอง และพบว่า ในการ

                  ปลูกผักกาดหอมทดลองทั้ง 2  รอบ ตํารับที่มีการใส่ถ่านชีวมวลทั้ง 2  ชนิดลงในดินมีแนวโน้มทําให้ความยาว
                  รากผักมากกว่าการใส่ถ่านไม้ไผ่ที่เผาแบบวิธีเกษตรกร  และการไม่ใส่ถ่านชนิดใดๆ เลย ส่วนจํานวนใบและ
                  ความเขียวใบของผักกาดหอมในการปลูกผักในรอบที่ 1  โดยรวมมีค่ามากกว่าในรอบที่ 2  ในทุกตํารับ

                  การทดลอง  ผลการวิเคราะห์สมบัติดินหลังปลูกในแปลงทดลองทั้ง 2  รอบ  พบว่า ค่าความเป็นกรดด่างในดิน
                  ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดิน และปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้
                  ในดินหลังปลูกผักกาดหอมในรอบที่ 1  มากกว่ารอบที่ 2  ในทุกตํารับการทดลอง โดยในการปลูกรอบที่ 1
                  ตํารับที่มีการใส่ถ่านไม้ไผ่ที่เผาแบบวิธีเกษตรกร  อัตรา 20  ตันต่อเฮคตาร์ ทําให้ดินมีค่าความเป็นกรดด่าง

                  มากที่สุดอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ  และหลังการปลูกผักรอบที่ 2  ตํารับที่มีการใส่ถ่านชีวมวลจากแกลบ
                  อัตรา 10  ตันต่อเฮคตาร์ มีปริมาณอินทรียวัตถุในดินหลังปลูกมากที่สุดอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ นอกจากนี้
                  พบว่า ทั้ง 2 รอบการปลูก ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดินและปริมาณโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ใน


                                                              305
   336   337   338   339   340   341   342   343   344   345   346