Page 303 - รายงานการจัดการทรัพยากรดินเพื่อการปลูกพืชเศรษฐกิจหลักตามกลุ่มชุดดิน เล่มที่ 1 ดินบนพื้นที่ราบต่ำ
P. 303

289



                         6.2.4 การปรับปรุงความอุดมสมบูรณของดิน นอกจากการใชปุยอินทรียที่กลาวแลว ในการปลูกผัก

                  จําเปนตองมีการใชปุยเคมีเพื่อเรงการเจริญเติบโตของผัก  สูตรอัตราการใช และวิธีการใชปุยเคมีสําหรับผัก
                  นั้นพอจะแบงออกไดดังนี้


                         1) ผักที่ปลูกเพื่อรับประทานใบ ไดแก ผักบุง คะนา ผักกาดขาว และผักกาดเขียว เปนตน ควรใชปุย

                  สูตร 15-15-15 หรือปุยสูตรอื่นที่มีธาตุอาหารพืชใกลเคียงกัน อัตรา 100 กก./ไร โดยแบงใส 2 ครั้งเทาๆ กัน

                  ครั้งแรกใสกอนปลูก 1 วัน และครั้งที่ 2 ใสหลังปลูก 20-25 วัน พรอมกับใสปุยยูเรียอัตรา 20 กก./ไร

                         2)  ผักที่ปลูกเพื่อรับประทานผล ไดแก พริก มะเขือ มะเขือเทศ แตงตางๆ และถั่วฝกยาว  เปนตน

                  สูตรปุยที่ใช 15-15-15 อัตรา 40-50 กก./ไร โดยแบงใส 2 ครั้งเทาๆ กัน ครั้งแรกใสหลังจากยายปลูก 5-7 วัน

                  ครั้งที่ 2 ใสเมื่อเริ่มออกดอกหรือหลังการยายกลาปลูกแลวประมาณ 30 วัน โดยใสสองขางแถวแลวกลบดิน

                  สําหรับถั่วฝกยาวใชสูตร 10-30-10 อัตรา 30-40  กก./ไร โดยแบงใส 2 ครั้งเทาๆ กัน  คือครั้งแรกใสรองกน
                  หลุมกอนปลูกกลบดิน แลวหยอดเมล็ด ครั้งที่ 2 ใสเมื่อเริ่มออกดอกโดยโรยสองขางแถวแลวกลบดิน


                         3)  ผักที่ปลูกเพื่อรับประทานหัว ไดแก หอม กระเทียม แครอท เปนตน ใชปุยสูตร 20-10-10 อัตรา
                  40-50 กก./ไร แบงใส 2 ครั้งเทาๆ กัน  ครั้งแรกใสกอนปลูกโดยหวานทั่วแปลง ครั้งที่ 2 ใสหลังปลูกแลว 30

                  วัน โดยวิธีหวานใหทั่วแปลงแลวลดน้ําทันที


                          6.3 การจัดการสําหรับปลูกไมผลและไมยืนตน

                         เนื่องจากกลุมชุดดินที่ 10 มีขอจํากัดอยางมากในการใชปลูกไมผลและไมยืนตน  เพราะเปนดินที่

                  เกิดในที่ราบเรียบถึงลุมต่ํา น้ําทวมขังในฤดูฝนเปนระยะนาน 4-6  เดือน ดินมีการระบายน้ําเลวและดิน

                  เปรี้ยวจัด  ในสภาพปจจุบันจึงไมเหมาะสมที่จะนํามาใชในการปลูกไมผล และไมยืนตน  เวนแตจะไดมีการ
                  ปรับปรุงสภาพพื้นที่ และการพัฒนาที่ดินใหเหมาะสม ถาเกษตรกรตองการจะเปลี่ยนสภาพการใชที่ดินจาก

                  ที่ใชทํานาอยูในปจจุบันเปนการปลูกไมผลหรือไมยืนตน ควรจะไดดําเนินการ ดังตอไปนี้


                         6.3.1  การทําคันดินรอบพื้นที่เพาะปลูกเพื่อปองกันน้ําทวมในชวงฤดูฝน  ถาเปนไปไดควรติดตั้ง

                  เครื่องสูบน้ํา เพื่อระบายน้ําออกเมื่อมีฝนตกหนัก

                         6.3.2  การยกสันรองสําหรับปลูกไมผลหรือไมยืนตน ใหมีขนาดกวาง 6-8 เมตร  สวนทองรองกวาง

                  1-1.5 เมตร ความลึกประมาณ 1 เมตร  หรือลึกเหนือชั้นดินเลนที่มีไพรไรตเปนองคประกอบอยูสูง  ซึ่งรองที่
                  กลาวนี้นอกจากชวยในการระบายน้ําของดินแลวยังชวยในการเก็บกักน้ําไวรดตนไมผลหรือไมยืนตนที่ปลูก

                  ไดดวย ทองรองระหวางสันรองที่ใชปลูกพืชควรจะตอเนื่องกับรองรอบสวนที่อยูติดกับคันดินปองกันน้ําทวม

                  เพื่อประโยชนในการระบายน้ําเขาออกเมื่อมีฝนตก และชะเอาความเปนกรดของดินลงไป  ถาเปนไปไดควร

                  ระบายน้ําในรองออก 3-4 เดือนตอครั้ง  และควรควบคุมน้ําในรองไมใหต่ํากวาชั้นดินเลนที่มีไพไรตเปน

                  องคประกอบอยูสูง เพื่อปองกันไมใหไพไรทถูกออกซิเดชั่น ทําใหดินเปนกรดเพิ่มขึ้น
   298   299   300   301   302   303   304   305   306   307   308