Page 27 - สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย
P. 27
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
2.2 ปัญหำของทรัพยำกรดินและที่ดินด้ำนเกษตรกรรม
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรดินในประเทศไทยที่ส าคัญแยกได้เป็น ปัญหาความอุดมสมบูรณ์โดย
ธรรมชาติของดินมีระดับต่ า ปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน และปัญหาดินที่มีข้อจ ากัดทางการเกษตร
“ดินปัญหา”
2.2.1 ควำมอุดมสมบูรณ์โดยธรรมชำติของดินมีระดับต่ ำ เนื่องจากวัตถุต้นก าเนิดดินส่วนใหญ่มี
แร่ธาตุอาหารพืชเป็นองค์ประกอบต่ า ประกอบกับประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนที่มีฝนตกชุก การสลายตัวของ
แร่ธาตุต่างๆ เปลี่ยนสภาพได้เร็วและชะล้างไปกับน้ าได้ง่าย อีกทั้งพื้นที่ที่ท าการเกษตรกรรมได้ถูกใช้มาเป็น
เวลานานโดยไม่มีการบ ารุงดูแลรักษาที่ถูกต้อง ท าให้ธาตุอาหารพืชซึ่งแต่เดิมมีน้อยอยู่แล้ว ถูกพืชดูดใช้ไปใน
การเจริญเติบโตเสียเป็นส่วนใหญ่ สรสิทธิ์ (2535) ได้ชี้ให้เห็นว่าผลผลิตของข้าวในนา 1 ตัน จะท าให้ดิน
สูญเสียปุ๋ยไนโตรเจน (N) ไป 20 กิโลกรัม ฟอสฟอรัส (P2O5) 11 กิโลกรัม และโพแทสเซียม (K2O) 27
กิโลกรัม ซึ่งควรจะต้องชดเชยโดยใส่ปุ๋ยเคมีประมาณ 100 กิโลกรัม หรือปุ๋ยอินทรีย์ จ านวน 4,000 กิโลกรัม
จึงจะสมดุลกับที่สูญเสียไป แต่เกษตรกรได้ใส่ปุ๋ยทดแทนในอัตราที่ต่ ามากจึงมีผลให้ความอุดมสมบูรณ์ของ
ดินลดลง ในขณะเดียวกัน ในกรณีของพืชส าคัญทางเศรษฐกิจ 4 ชนิด คือ ข้าว อ้อย ข้าวโพด และมัน
ส าปะหลัง ในปี 2519 ได้ดูดซึมปุ๋ยในดินติดไปกับผลผลิตจากพื้นที่เพาะปลูก 68.8 ล้านไร่ จ านวน 549,900
ตันของธาตุอาหาร ( N +P2O5 +K2O ) แต่ใส่คืนเพียง 118,200 ตันของธาตุอาหาร หรือชดเชยในอัตราส่วน
1 : 4.65 และในระหว่างปี 2525-2531 ค่าเฉลี่ยของธาตุอาหารพืช ( N + P2O5 + K2O ) ที่สูญเสียไป มี
จ านวนรวม 707,700 ตัน แต่เกษตรกรใส่ปุ๋ยชดเชยเพียง 253,500 ตันเท่านั้น หรือชดเชยในอัตราส่วน 1 :
2.79 ซึ่งยังถือเป็นการใส่ปุ๋ยทดแทนในอัตราที่ต่ ามาก จากสาเหตุที่กล่าวมา จึงท าให้พื้นที่การเกษตรเสื่อม
โทรมอย่างรวดเร็ว นอกจากความเสื่อมโทรมของดินจะเกิดขึ้นในที่ดินการเกษตรที่กว้างขวางทั่วประเทศแล้ว
พื้นที่เกษตรกรรมบางส่วนยังอยู่ในเขตพื้นที่ดินปัญหาอีกด้วย
2.2.2 กำรชะล้ำงพังทลำยของดิน (soil erosion) กรมพัฒนาที่ดิน (2543) ได้ประเมินการชะ
ล้างพังทลายของดินในประเทศไทยจากการใช้สมการสูญเสียดินสากล (Universal Loss Equation: USLE)
และรายงานไว้ว่า พื้นที่ส่วนต่างๆ ของประเทศมีอัตราการสูญเสียดินอยู่ระหว่าง 0-50 ตันต่อไร่ต่อปี โดยแต่
ละภาคจะมีอัตราการสูญเสียดินมากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัย ลักษณะของดิน ภูมิอากาศ ภูมิ
ประเทศ พืชพรรณที่ขึ้นปกคลุม และมาตรการในการอนุรักษ์ดินและน้ า ทั้งนี้ ภาคใต้มีการกร่อนของดินสูง
กว่าภาคอื่นคือ พื้นที่ส่วนใหญ่มีการสูญเสียดินระหว่าง 0-50 ตันต่อไร่ต่อปี ขณะที่ภาคเหนือพื้นที่ส่วนใหญ่มี
การสูญเสียดินระหว่าง 0-38 ตันต่อไร่ต่อปี ภาคกลางพื้นที่ส่วนใหญ่มีการสูญเสียดินระหว่าง 0-17 ตันต่อไร่
ต่อปี ภาคตะวันออกพื้นที่ส่วนใหญ่มีการสูญเสียดินระหว่าง 0-16 ตันต่อไร่ต่อปี ภาคตะวันตกพื้นที่ส่วนใหญ่
มีการสูญเสียดินระหว่าง 0-10 ตันต่อไร่ต่อปี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการสูญเสียดินต่ าที่สุด ส่วน
ใหญ่อยู่ระหว่าง 0-4 ตันต่อไร่ต่อปี รวมพื้นที่ที่ต้องได้รับการดูแล ป้องกัน และรักษาไว้จากการเกิดการชะ
ล้างพังทลายประมาณ 134.54 ล้านไร่ หรือเท่ากับร้อยละ 41.95 ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ (ตารางที่
2.4) เมื่อน าอัตราการสูญเสียดินข้างต้นมาประเมินเป็นมูลค่าการสูญเสียธาตุอาหารพืชในตะกอนดินที่ถูกชะ
ล้างไปทั่วทั้งประเทศโดยแสดงในรูปของปุ๋ย จะมีมูลค่าสูงถึง 8,468.5 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นการสูญเสียใน
รูปของปุ๋ยยูเรีย 1,293.6 ล้านบาทต่อปี ปุ๋ยทริปเปิลซุปเปอร์ฟอสเฟต 2,337.5 ล้านบาทต่อปี และปุ๋ย
สถานภาพและการจัดการดินเสื่อมโทรมในประเทศไทย 13
กรมพัฒนาที่ดิน

