Page 53 - ผลกระทบระยะยาวของการปลูกยางพาราต่อสมบัติดินและความหลากหลายทางชีวภาพในดิน Long Term Impact of Rubber Plantation on Soil Properties and Biodiversity
P. 53
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
39
2.8 ปริมาณแมกนีเซียมที่เป็นประโยชน์ต่อพืช (available magnesium)
ปริมาณแมกนีเซียมที่เป็นประโยชน์ต่อพืชในดินในพื้นที่ป่า (F) มีปริมาณแมกนีเซียม
ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชสูงสุดที่ 108.86 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มีความแตกต่างทางสถิติกับดินในแปลง
ปลูกยางพาราในทุกตำรับการทดลอง โดยพบว่า ดินในแปลงปลูกยางพารารอบที่ 3 ช่วงอายุหลังเปิด
กรีด (18-22 ปี) (R3o) ปริมาณแมกนีเซียมที่เป็นประโยชน์ต่อพืชในดินต่ำที่สุด คือ 12.11 มิลลิกรัม
ต่อกิโลกรัมซึ่งไม่มีความแตกต่างทางสถิติกับดินในแปลงปลูกยางพารารอบที่ 3 ช่วงอายุก่อนเปิดกรีด
(3-6 ปี) (R3y) ที่มีปริมาณแมกนีเซียมที่เป็นประโยชน์ต่อพืชในดินอยู่ที่ 13.36 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
2.9 ค่าการนำไฟฟ้า (electrical conductivity: EC)
จากการวิเคราะห์ค่าการนำไฟฟ้าในดินโดยใช้อัตราส่วนดิน : น้ำ = 1:5 พบว่า ค่า
การนำไฟฟ้าของดินในพื้นที่ป่า (F) มีค่ามากที่สุดที่ 57.27 ไมโครซีเมนต่อเมตร โดยมีความแตกต่าง
ทางสถิติกับค่าการนำไฟฟ้าในดินของแปลงปลูกยางพาราในทุกตำรับการทดลอง และพบว่าค่าการนำ
ไฟฟ้าของดินในแปลงปลูกยางพารารอบที่ 3 ช่วงอายุก่อนเปิดกรีด (3-6 ปี) (R3y) มีค่าต่ำสุดที่ 24.72
ไมโครซีเมนต่อเมตร โดยไม่มีความแตกต่างทางสถิติกับค่าการนำไฟฟ้าในดินของแปลงปลูกยางพารา
รอบที่ 3 ช่วงอายุหลังเปิดกรีด (18-22 ปี) (R3o) ซึ่งมีค่า 28.73 ไมโครซีเมนต่อเมตร
2.10 ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (pH)
จากผลการวิเคราะห์ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินโดยใช้อัตราส่วนดิน : น้ำ = 1:1
(w/w) พบว่า ดินในทุกตำรับการทดลองมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดินไม่แตกต่างกันทางสถิติ โดย
ดินในพื้นที่ป่า (F) มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างสูงที่สุด คือ 5.49 ในขณะที่ดินในแปลงปลูกยางพารา
รอบที่ 3 ช่วงอายุหลังเปิดกรีด (18-22 ปี) (R3o) มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างต่ำที่สุด คือ 4.77

