Page 75 - การกักเก็บคาร์บอนในดินตัวแทนหลักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
P. 75
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
63
บทที่ 5
ผล และวิจำรณ์ผลกำรศึกษำ
5.1 กำรแจกกระจำยของปริมำณอินทรีย์คำร์บอนในดินภำคตะวันออกเฉียงเหนือ
จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลผลการวิเคราะห์ปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินที่ระดับความลึก
0 - 25 เซนติเมตร จากผิวดิน จ านวน 32,761 จุด ที่กระจายตัวครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
น ามาวิเคราะห์และประเมินระดับปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินโดยใช้โปรแกรมทางระบบสารสนเทศทาง
ภูมิศาสตร์ พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินกระจายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ
0.01 - 2.00 (ภาพที่ 5.1) และท าการพิจารณาแบ่งช่วงระดับปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินออกเป็น 5
ช่วง คือ ร้อยละ 0.01 - 0.50, 0.50 - 0.80, 0.80 - 1.00, 1.00 - 1.50 และ 1.50 - 2.0 จะเห็นว่า ดินใน
ภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่มีปริมาณอินทรีย์คาร์บอนอยู่ในระดับต่ ากว่าร้อยละ 0.1 - 0.5 พบกระจายเกือบทั่วทุก
พื้นที่ของภาค หรือคิดเป็นร้อยละ 55.27 ของเนื้อที่ภาค ดังแสดงในพื้นที่สีแดงในภาพที่ 5.1 รองลงมา
คือ ช่วงร้อยละ 0.50 - 0.80 คิดเป็นร้อยละ 19.36 ของเนื้อที่ภาค ส่วนใหญ่มีใช้ประโยชน์ที่ดินส าหรับ
ปลูกพืชไร่ หรือไม้ผล (ภาพที่ 3.3) ในสภาพภูมิประเทศเป็นลูกคลื่นลอนลาด ส่วนพื้นที่ที่พบปริมาณ
อินทรีย์คาร์บอนอยู่ในช่วง 1.50 - 2.0 พบกระจายเพียงร้อยละ 0.01 ของเนื้อที่ภาค ในบางพื้นที่ของ
จังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์ ชัยภูมิ เลย หนองบัวล าภู หนองคาย บึงกาฬ และสกลนคร โดยพื้นที่
ดังกล่าวอาจพบในพื้นที่ป่าไม้ หรือป่าไม้เดิมในพื้นที่ลุ่มน้ าที่ได้รับการอนุรักษ์และมีการรบกวนดินน้อย มี
การสะสมปริมาณของมวลชีวภาพทางธรรมชาติสูงกว่าระบบเกษตร
จากผลการศึกษาในครั้งนี้ จะเห็นว่า การแจกกระจายของปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินภาคนี้มี
ค่าอยู่ในช่วงต่ ากว่าร้อยละ 0.5 ส่วนใหญ่มีการใช้ประโยชน์ที่ดินในการท านาในที่ลุ่มและพืชไร่ในที่ดอน
(ภาพที่ 3.3) ซึ่งปริมาณที่มีอยู่ในระดับต่ าอาจเนื่องมาจากสาเหตุ ดังนี้
1) ดินส่วนใหญ่เป็นดินทราย ปริมาณอนุภาคขนาดดินเหนียวต่ า ดินมีความสามารถในการรักษา
และเก็บกักอินทรีย์คาร์บอนได้ต่ า ประกอบกับสภาพภูมิอากาศอยู่ในเขตร้อนและอิทธิพลมรสุม ซึ่งส่งเสริม
ให้อัตราการย่อยสลายตัวของวัสดุอินทรีย์เกิดอย่างรวดเร็ว
2) อดีตมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจากระบบนิเวศน์ป่าไม้โดยการตัดไม้ท าลายมาเพื่อท า
การเกษตรอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะระบบการเกษตรเชิงเดี่ยวที่ขาดการปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดิน
และอนุรักษ์ดินอย่างเพียงพอ มีการจัดการดินโดยเฉพาะการไถพรวนซึ่งรบกวนดินท าให้อินทรีย์คาร์บอน
ในดินสูญหายไปได้ง่ายผ่านกระบวนการสลายตัวอย่างรวดเร็ว
3) ระบบเกษตรที่มีการปลูกพืชที่ให้ปริมาณของมวลชีวภาพตามธรรมชาติสู่ระบบดินน้อย มีความ
แห้งแล้ง อีกทั้งในบางพื้นที่มีการจัดการเศษซากวัสดุอินทรีย์ก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยวิธีการ
เผามาโดยตลอด เช่น การเผาตอซังข้าว การเผาซากใบอ้อย
4) พื้นที่ถูกปล่อยรกร้าง ไม่มีพืชหรือวัสดุคลุมดิน เกิดการกร่อนและชะล้างสูงส่งผลให้ปริมาณ
อินทรีย์คาร์บอนลดลง

