Page 3 - การกักเก็บคาร์บอนในดินตัวแทนหลักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
P. 3

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
                                                              i




                                                         บทคัดย่อ


                          คาร์บอนในดินมีบทบาทความส าคัญในการรักษาความสมดุลของระบบดินโดยเฉพาะชะลอความ

                   เสื่อมโทรมของดิน การกักเก็บคาร์บอนในดินเป็นกระบวนการที่พืชดูดใช้ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์จาก
                   บรรยากาศผ่านการสังเคราะห์แสงและเก็บคาร์บอนไว้ในมวลชีวภาพและในดินซึ่งส่งผลต่อความ
                   อุดมสมบูรณ์ของดิน ลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระบบนิเวศเกษตร  ดินภาค
                   ตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่มีปริมาณอินทรีย์คาร์บอนต่ าซึ่งเกิดจากการท าลายป่า การเผา การไถ การ

                   กร่อนของดิน ดังนั้น การเข้าใจและทราบถึงสถานภาพของปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินเป็นแนวทาง
                   น าไปสู่การเพิ่มปริมาณอินทรีย์คาร์บอนที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว  การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
                   ศึกษาการแจกกระจายของปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดิน ปริมาณและแหล่งสะสมอินทรีย์คาร์บอนในดิน
                   และปริมาณอินทรีย์คาร์บอนภายใต้การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการใช้วัสดุอินทรีย์ต่างกัน ท าการศึกษาใน

                   ดินตัวแทนหลัก 20 ชุดดินของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
                          จากผลการศึกษาการแจกกระจายของปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินที่ระดับความลึก 0 - 25
                   เซนติเมตร พบว่า ปริมาณอินทรีย์คาร์บอนมีค่าอยู่ในช่วงร้อยละ 0.01 - 2.0 โดยส่วนใหญ่มีปริมาณ

                   อินทรีย์คาร์บอนอยู่ในระดับต่ ากว่าร้อยละ 0.5 ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ของภาค เมื่อพิจารณาปริมาณ
                   อินทรีย์คาร์บอนในดิน (100 เซนติเมตร) ของดินตัวแทนหลัก 20 ชุดดิน พบว่า มีปริมาณอินทรีย์คาร์บอน
                   สะสมอยู่ในช่วง 3.2 - 13.7 ตันคาร์บอนต่อไร่ โดยพบสูงสุดในชุดดินกันทรวิชัย (13.7 ตันคาร์บอนต่อไร่)
                   รองลงมาคือ ชุดดินธาตุพนม (12.5 ตันคาร์บอนต่อไร่) ส่วนชุดดินบ้านไผ่มีปริมาณอินทรีย์คาร์บอนต่ าสุด
                   (3.2 ตันคาร์บอนต่อไร่) และพบว่า ดินส่วนใหญ่มีสัดส่วนของปริมาณการสะสมอินทรีย์คาร์บอนในดินสูงที่

                   ความลึก 0 - 30 เซนติเมตร คิดเป็นร้อยละ 45 - 77 ของปริมาณอินทรีย์คาร์บอนทั้งหมด  โดยปริมาณ
                   อินทรีย์คาร์บอนที่สะสมในดินแต่ละความลึกดินมีความสัมพันธ์กับปริมาณอนุภาคดินโดยเฉพาะขนาด
                   ทราย (r= -0.469 ถึง -0.757) ดินเหนียว (r= 0.417 ถึง 0.763)  นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์กับความ

                   หนาแน่นรวมของดิน (r= -0.350 ถึง -0.371) และค่าความจุการแลกเปลี่ยนแคตไอออนในดิน (r= 0.747
                   ถึง 0.803) โดยเฉพาะดินบน (0 - 30 เซนติเมตร)
                          จากผลการศึกษาแหล่งสะสมคาร์บอนในดิน (0 - 30 เซนติเมตร) 3 ชุดดิน พบว่า ปริมาณอินทรีย์
                   คาร์บอนในดินของชุดดินสูงเนิน และชุดดินจัตุรัสส่วนใหญ่ถูกกักเก็บในส่วนของเม็ดดินขนาดใหญ่ที่มีขนาด

                   0.25 - 2 มิลลิเมตร คิดเป็นร้อยละ 62 - 63 ของปริมาณอินทรีย์คาร์บอนทั้งหมด ในขณะที่ชุดดินบ้านไผ่
                   ส่วนใหญ่นั้นถูกกักเก็บในส่วนของเม็ดดินขนาดเล็ก (ร้อยละ 75)  และพบว่า ปริมาณอินทรีย์คาร์บอนใน
                   เม็ดดินมีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงกับปริมาณของเม็ดดินทุกขนาดของชุดดินบ้านไผ่ (R = 0.859**) ชุดดิน
                                                                                         2
                                                      2
                           2
                   สูงเนิน (R = 0.768**) และชุดดินจัตุรัส (R = 0.731**) ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของอินทรีย์คาร์บอนต่อการ
                   เกิดเม็ดดินได้
                          จากผลการศึกษาปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินชุดดินบ้านไผ่ ชุดดินจัตุรัส และชุดดินโพนพิสัย
                   (180 เซนติเมตร) ภายใต้การใช้ประโยชน์ที่ดินต่างกัน พบว่า ปริมาณอินทรีย์คาร์บอนมีค่าสูงสุดในดินบน
                   ที่ความลึก 0 - 25 เซนติเมตร โดยชุดดินบ้านไผ่ที่ปลูกยูคาลิปตัสมีปริมาณอินทรีย์คาร์บอนในดินสูงสุด

                   (ร้อยละ 0.48) รองลงมาคือ อ้อย และมันส าปะหลัง ตามล าดับ ส่วนชุดดินจัตุรัสมีปริมาณอินทรีย์คาร์บอน
                   ในดินแตกต่างกันเล็กน้อยโดยมีแนวโน้มสูงสุดในดินที่ปลูกข้าวโพด (ร้อยละ 0.98) รองลงมาคือ อ้อย และ
                   มันส าปะหลัง ส าหรับชุดดินโพนพิสัยมีปริมาณอินทรีย์คาร์บอนสูงสุดในดินที่ปลูกยางพารา (ร้อยละ 1)
   1   2   3   4   5   6   7   8