Page 294 - เอกสารประกอบการประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี2560 วิชาการงานพัฒนาที่ดิน ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน : ระหว่างวันที่ 19-21 กรกฎาคม 2560 ณ โรงแรมสยามออเรียนทัล อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
P. 294
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
ประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี 2560 “วิชาการงานพัฒนาที่ดิน ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตเกษตรกรสู่ความยั่งยืน” วันที่ 19 - 21 กรกฎาคม 2560
การจัดการดินเปรี้ยวเพื่อปลูกข้าวตามแนวทางแกล้งดินในพื้นที่เขตเกษตรน้ําฝนและเขตชลประทาน
Acid Sulfate Soil Management (Kiang Din) for Growing Rice in Rain Water Farmland and
Irrigation Water Farmland Regional
2
1
พบชาย สวัสดี และ จรัญญา ทับไทร
2
1 สํานักงานพัฒนาที่ดินเขต 11 กรมพัฒนาที่ดิน ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
บทคัดย่อ
ชุดโครงการจัดการดินเปรี้ยวเพื่อปลูกข้าวตามแนวทางแกล้งดินในพื้นที่เขตเกษตรน้ําฝน และ
เขตชลประทาน ประกอบด้วยโครงการย่อย 2 โครงการ คือ การจัดการดินเปรี้ยวเพื่อปลูกข้าวในพื้นที่
เขตเกษตรน้ําฝน และเขตชลประทานจังหวัดสุราษฎร์ธานี ดําเนินการในพื้นที่เกษตรกร หมู่ที่ 2 บ้านดอนโคก
ตําบล ท่าฉาง อําเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ การจัดการดินโดยใช้จุลินทรีย์เพิ่มความเป็นประโยชน์
ของฟอสฟอรัสในดินเปรี้ยวเพื่อปลูกข้าวในพื้นที่เขตเกษตรน้ําฝน และเขตชลประทาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ดําเนินการในพื้นที่เกษตรกร หมู่ที่ 7 ตําบลคลองไทร อําเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดําเนินการระหว่างปี
2556-2559 เพื่อศึกษาแนวทางจัดการดินในพื้นที่ระบบชลประทานและเกษตรน้ําฝนเพื่อปลูกข้าวในสภาพดิน
เปรี้ยว ศึกษาการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมีของดิน และผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจ
ผลจากการศึกษาพบว่า การปลูกข้าวปีละครั้ง (นาปี) มีการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมีของดิน
น้อยมาก ส่วนการปลูกข้าวปีละสองครั้ง (นาปรัง) ค่าความเป็นกรดเป็นด่างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความเป็น
ประโยชน์ของธาตุฟอสฟอรัสเพิ่มสูงขึ้น ส่วนปริมาณอินทรียวัตถุและปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์
เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยทั้งสองโครงการย่อย
การปลูกข้าวปีละครั้งพบว่า การขังน้ํา 4 สัปดาห์แล้วระบายออกร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์
ดิน ได้ผลผลิตข้าวสูงสุดเฉลี่ยสามปีทดลอง 708 กิโลกรัมต่อไร่ และแตกต่างทางสถิติกับวิธีการอื่นทั้งสามปี
การทดลอง ตามด้วยการขังน้ํา 4 สัปดาห์ร่วมกับหินปูนบดอัตรา LR ( ระบายออก) ร่วมกับปุ๋ยเคมีตาม
ค่าวิเคราะห์ดิน ได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ย 599.33 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งไม่แตกต่างทางสถิติในปีสุดท้ายกับการขังน้ํา 4
สัปดาห์ ระบายออกร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ส่วนการขังน้ํา 4 สัปดาห์แล้วระบายออกร่วมกับ
การใช้จุลินทรีย์เพิ่มความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัส (พด.9) ได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ยสูงสุด ทั้งสามปีการทดลอง
การปลูกข้าวนาปีโดยการขังน้ํา 4 สัปดาห์แล้วระบายออก ร่วมกับปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน
ได้รายได้เหนือต้นทุนผันแปรสูงสุดทั้งสามปีการทดลอง 2,022.50, 2,715.5 และ 1,514.90 บาทต่อไร่ส่วน
การขังน้ํา 4 สัปดาห์ร่วมกับหินปูนบดอัตรา LR ( ระบายออก) และปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ได้ผลตอบแทน
คิดเป็นรายได้เหนือต้นทุนผันแปร -995, 988.50 และ 1,514.90 บาทต่อไร่ ส่วนการขังน้ํา 4 สัปดาห์แล้ว
ระบายออกร่วมกับการใส่จุลินทรีย์เพิ่มความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัส (พด.9) ได้รายได้เหนือต้นทุนผันแปร
สูงสุดทั้งสามปี การทดลอง 2,147.40, 2,875 และ 1,978.2 บาทต่อไร่
การปลูกข้าวปีละสองครั้งโดยไม่มีการจัดการดินส่งผลให้ได้ผลผลิตข้าวต่ําสุดในการปลูกครั้งแรกและ
ปลูกครั้งที่สองเฉลี่ย 447.76 และ 425.33 กิโลกรัมต่อไร่ การขังน้ํา 4 สัปดาห์ แล้วระบายออกร่วมกับการใช้
ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ได้ผลผลิตข้าวสูงสุดในการปลูกครั้งแรกเฉลี่ยสามปีทดลอง ส่วนการขังน้ํา 4 สัปดาห์
ร่วมกับหินปูนบดอัตรา LR (ระบายออก) และใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ได้ผลผลิตข้าวในการปลูกครั้งที่สอง
สูงสุดเฉลี่ย 830.67 กิโลกรัมต่อไร่ การขังน้ํา 4 สัปดาห์ร่วมกับหินปูนบดอัตรา LR ( ระบายออก) และใส่
จุลินทรีย์เพิ่มความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัส (พด.9) ได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ยสามปีการทดลองสูงสุดในฤดูปลูก
แรก และฤดูปลูกที่สอง 700.33 และ 742.33 กิโลกรัมต่อไร่
263

