Page 505 - รายงานการจัดการทรัพยากรดินเพื่อการปลูกพืชเศรษฐกิจหลักตามกลุ่มชุดดิน เล่มที่ 1 ดินบนพื้นที่ราบต่ำ
P. 505

491



                          8.3 การเตรียมดินสําหรับปลูกไมผล และไมยืนตน

                         กลุมชุดดินที่ 22 เปนกลุมชุดดินที่มีปญหาการระบายน้ํา หากตองการปลูกไมผลควรทําคันดิน เพื่อ
                  ปองกันน้ําทวม และปลูกไมผลในระบบยกรองเพื่อการระบายน้ําโดยไมผลในกลุมชุดดินที่ 22 มีการเตรียม

                  ดินดังนี้


                         8.3.1 ฝรั่ง  ตากดินไว 10-15  วัน ขุดหลุมปลูกขนาด 50x50x50  ซม. ดินที่ขุดขึ้นมาใหแยกชั้นบน
                  และลางไวคนละกอง ผสมดินชั้นลางกับปุยหมัก หรือปุยคอกในสัดสวน 1:2 รองกนหลุมดวยปุยหินฟอสเฟต

                  500 กรัม/หลุม จากนั้นกลบดินชั้นบนลงในหลุมแลวตามดวยดินชั้นลาง ควรกลบดินใหสูงกวาขอบปากหลุม

                  เดิมประมาณ 10 ซม. เผื่อการยุบตัวหลังจากรดน้ํา หรือฝนตก  ชวยใหไมเกิดแองรอบโคนตน

                         8.3.2 มะมวง  พื้นที่ลุมควรยกรองปลูกในแนวทิศเหนือ-ใต ใหมีสันรองกวาง 6-8 เมตร รองน้ํากวาง

                  1.0-1.5 เมตร ลึก 1.0 เมตร (ยกรองใหสันรองสูงกวาระดับน้ําที่เคยทวมสูงสุด 0.5-1.0 เมตร) แตถาพื้นที่ลุม

                  มาก ควรทําคันดินปองกันน้ําทวมรอบสวน มีทอระบายน้ําเขาออกไดโดยใชระยะระหวางตน 4-6 เมตร หลุม

                  ปลูกในพื้นที่อุดมสมบูรณควรมีขนาด 50x50x50 ซม. แตพื้นที่อุดมสมบูรณปานกลางควรมีหลุมปลูกขนาด

                  70x70x70 ซม. และใชวัสดุปรับปรุงดินเพิ่มมากขึ้น

                         8.3.3 ลิ้นจี่  ขุดรองยกแปลงขึ้นมาเพื่อเพิ่มการระบายน้ํา เพราะลิ้นจี่ไมชอบดินปลูกที่แฉะ และรอง

                  น้ําควรลึก 80-100 ซม. กวางประมาณ 1 เมตร หรือตามความเหมาะสมของพื้นที่

                  9. การใชปุยสําหรับพืชชนิดตางๆ

                          9.1 การใชปุยสําหรับขาว


                         ดินในกลุมชุดดินที่ 22 มีอินทรียวัตถุระดับต่ํา ฟอสฟอรัสที่เปนประโยชนต่ํา โพแทสเซียมที่

                  แลกเปลี่ยนไดต่ํา ดังนั้นเพื่อใหขาวไดรับธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมอยางเพียงพอ จึงควรใช
                  ปุยเคมีอยางเหมาะสม ซึ่งมีอยู 2 แนวทางคือ 1) ใชแมปุย โดยเลือกชนิดของแมปุยและอัตราของแมปุยนั้น

                  จากบทนําในตารางที่ ก 15-16 สําหรับขาวไมไวตอชวงแสง และ ก 17-18 สําหรับขาวไวตอชวงแสง หรือ 2)

                  ใชปุยนาซึ่งมีจําหนายทั่วไป สําหรับแนวทางที่ 2 นั้น สูตรปุยและอัตราปุยเคมีที่ควรใชมีดังนี้

                         ก) ขาวไมไวตอชวงแสง อัตราธาตุอาหารที่ควรใสคือ 18 กก.N/ไร 6 กก.P O /ไร และ 6 กก.K O/ไร
                                                                                       2 5
                                                                                                        2
                  คิดเปนน้ําหนักปุยแลวแบงใส 3 ครั้งดังนี้
                         ครั้งที่ 1 สําหรับนาดําใสในชวงปกดํา แตถาเปนนาหวานใสหลังขาวงอก 15-20 วัน โดยใชปุยสูตร

                  16-20-0 หรือปุยสูตรใกลเคียง อัตรา 30 กก./ไร ปุยสูตร 46-0-0 อัตรา 2 กก./ไร และปุยสูตร 0-0-60 อัตรา

                  10 กก./ไร

                         ครั้งที่ 2 ใสในระยะที่ขาวแตกกอ หรือ 30 วันหลังการใสปุยครั้งแรก คือ ปุยสูตร 46-0-0 อัตรา 13
                  กก./ไร

                         ครั้งที่ 3 ใสในระยะที่ขาวกําเนิดชอดอก คือ ปุยสูตร 46-0-0 อัตรา 13 กก./ไร
   500   501   502   503   504   505   506   507   508   509   510