Page 467 - รายงานการจัดการทรัพยากรดินเพื่อการปลูกพืชเศรษฐกิจหลักตามกลุ่มชุดดิน เล่มที่ 1 ดินบนพื้นที่ราบต่ำ
P. 467

453




                 ตารางที่ 20.7 (ตอ) ชนิดของพืชที่เจริญเติบโตไดในพื้นที่ดินเค็มระดับตางๆ

                   พืชไรและพืชอาหาร     ถั่วเขียว    ขาว ทานตะวัน ปอ  ขาวทนเค็ม คําฝอย   ฝาย หญาแพรก หญา
                        สัตว            ถั่วแขก       แกว ปาน ขาวโพด    มันเทศ         ไฮบริดเนเปยร หญา

                                        ถั่วเหลือง    ขาวฟาง ถั่วพุม ถั่ว  โสนอัฟริกัน โสน  ชันกาด หญาแหวหมู
                                         ถั่วแดง        พรา อัญชัน มัน  คางคก หญาขน           ปาน

                                         ถั่วลิสง       สําปะหลัง โสน    หญากินนี หญา       ศรนารายณ
                                        ถั่วปากอา    อินเดีย โสนพื้นเมือง   นวลนอย

                                           งา             หญาเจาชู
                   ไมผลและไมผลโต      อาโวกาโด         ทับทิม ชมพู    ฝรั่ง มะยม สมอ      ละมุด พุทรา
                         เร็ว            กลวย         แค ปาลมน้ํามัน   มะมวงหิมพานต     มะขาม มะพราว

                                          ลิ้นจี่       มะกอก มะเดื่อ     กระถินณรงค          อินทผลัม
                                         มะมวง                            ยูคาลิปตัส       มะขามเทศ สน

                                                                             ขี้เหล็ก           สะเดา


                  ที่มา : สมศรี (2539)

                          6.2 การแกปญหาความเค็มของดิน ควรดําเนินการดังนี้

                         6.2.1 การลดระดับความเค็มของดิน โดยการลางดินดวยน้ําฝนหรือน้ําชลประทาน

                         1) กําจัดวัชพืช

                         2) ปรับผิวหนาดินใหเรียบ

                         3) ไถดินใหลึกกวา 30 ซม. ทลายดินลางใหเปนรองแลวปรับระดับดิน

                         4) สําหรับพื้นที่แปลงใหญ ใหแบงเปนแปลงยอยขนาด 1-5 ไร แตละแปลงมีคันดินกั้นโดยรอบ
                         5) ทดน้ําเขาแปลงยอยครั้งละ 250-300 ลบ.ม./ไร คอยๆ โดยคอยๆ ปลอยน้ําเขาแปลงยอย เพื่อให

                  น้ําซาบซึมผานหนาตัดดิน ละลายเกลือ แลวชะลางลงสูดินลาง

                         6)  ปลอยน้ําเขาไปเพิ่มในแปลงอีก 250-300 ลบ.ม./ไร ทุกๆ 2-3 วัน  และตรวจสอบความเค็มของ

                  สารละลายดินที่ระบายออกมา เมื่อความเค็มของดินลดลงสูระดับที่ตองการก็หยุดลางดิน

                         ในบริเวณที่ไมมีน้ําชลประทานใหก็ชะลางดวยน้ําฝน โดย 1) ซอมแซมคันนาใหอยูในสภาพที่กักเก็บ
                  น้ําฝนได ดีกอนถึงฤดูฝน และ 2) กักน้ําฝนในแปลงนาแลวทิ้งไว 2-3 วัน จึงระบายน้ําออก การปฏิบัติ

                  ดังกลาวจะชวยลดความเค็มของดินลงไดเชนเดียวกัน

                         6.2.2  การปองกันการแพรกระจายของดินเค็ม   ในพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพในการแพรเกลือ และอยูบน

                  พื้นที่รับน้ํา (recharge  area)  จะตองปองกันพื้นที่นี้ไมใหรับน้ําเค็มเพิ่มจากพื้นที่ใหน้ํา (discharge  area)

                  อันเปนแหลงเกลือซึ่งอยูในพื้นที่สูงถัดขึ้นไป หากปองกันไดก็จะไมมีเกลือมาสะสมเพิ่มในพื้นที่นั้นอีก อาจ

                  ดําเนินการได 2 วิธี คือ 1) วิธีการทางดานวิศวกรรม วิธีนี้ตองลงทุนสูงไมเหมาะกับเกษตรกรโดยทั่วไป และ
   462   463   464   465   466   467   468   469   470   471   472