Page 216 - รายงานการจัดการทรัพยากรดินเพื่อการปลูกพืชเศรษฐกิจหลักตามกลุ่มชุดดิน เล่มที่ 1 ดินบนพื้นที่ราบต่ำ
P. 216

202



                  หลุม ใชระยะหางระหวางตน และแถว 45-60  และ75-90  ซม.ตามลําดับ  ใสปุยรองพื้นตามแนวแถวหรือ

                  แนวรองที่ปลูกแลวพรวนกลบ

                          8.3 การเตรียมดินสําหรับปลูกไมผล และไมยืนตน

                         8.3.1 พลับ  ปรับปรุงดินกอนการปลูก เชน หวานปุยอินทรียหรือปุยคอก สําหรับพื้นที่ลาดชัน ควร

                  ปรับพื้นที่และจัดการดินกอนโดยอาจสรางแบบขั้นบันได และปลูกหญาแฝกเปนแนวปองกัน ควรปลูกไมบัง

                  ลมบริเวณรอบสวน ระยะปลูกที่เหมาะสม คือ 6x6  เมตร ขนาดหลุมปลูก 80x80x80  ซม. รองกนหลุมปลูก

                  ดวยปุยหินฟอสเฟต 450 กรัม และปุยคอกหรือปุยหมัก 18 กก. คลุกเคลาใหเขากัน และเลือกปลูกในฤดูฝน

                  หลังจากปลูกควรยกปากหลุมใหสูงกวาพื้นดิน 20-30 ซม. เมื่อดินยุบตัวปากหลุมจะไดไมกลายเปนแองน้ํา

                         8.3.2 ลําไย  พื้นที่เคยปลูกพืชอื่นมากอนใหไถดินลึกประมาณ 30 ซม. ตากดินไว 20-25 วัน พรวน

                  ยอยดินอีก 1-2  ครั้งและปรับระดับดินใหสม่ําเสมอตามแนวลาดเอียง ใชระยะปลูกระหวางแถวและตน

                  ประมาณ 8x8 หรือ 10x8 เมตร ตามสภาพพื้นที่ หรือระยะ 7x5 เมตร ในกรณีที่มีการควบคุมทรงพุม หลุม

                  ปลูกควรมีขนาด 80x80x80 ซม. รองกนหลุมดวยปุยคอกที่ยอยสลายดีแลวอัตรา 3-5 กก./หลุม โดยผสมกับ
                  หนาดิน ใสลงหลุม พูนดินสูงจากปากหลุมประมาณ 15 ซม.


                         8.3.3 ลิ้นจี่  ขุดรองยกแปลงขึ้นมาเพื่อเพิ่มการระบายน้ํา เพราะลิ้นจี่ไมชอบดินปลูกที่แฉะ และรอง

                  น้ําควรลึก 80-100 ซม. กวางประมาณ 1 เมตร หรือตามความเหมาะสมของพื้นที่

                  9. การใชปุยสําหรับพืชชนิดตางๆ

                          9.1 การใชปุยสําหรับขาว

                         ดินในกลุมชุดดินที่ 5 มีอินทรียวัตถุระดับปานกลาง ฟอสฟอรัสที่เปนประโยชนต่ํา โพแทสเซียมที่

                  แลกเปลี่ยนไดปานกลาง ดังนั้นเพื่อใหขาวไดรับธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมอยางเพียงพอ จึง
                  ควรใชปุยเคมีอยางเหมาะสม ซึ่งมีอยู 2 แนวทางคือ 1) ใชแมปุย โดยเลือกชนิดของแมปุยและอัตราของแม

                  ปุยนั้น จากบทนําในตารางที่ ก 15-16 สําหรับขาวไมไวตอชวงแสง และ ก 17-18 สําหรับขาวไวตอชวงแสง

                  หรือ 2) ใชปุยนาซึ่งมีจําหนายทั่วไป สําหรับแนวทางที่ 2 นั้น สูตรปุยและอัตราปุยเคมีที่ควรใชมีดังนี้

                         ก) ขาวไมไวตอชวงแสง อัตราธาตุอาหารที่ควรใสคือ 12 กก.N/ไร 6 กก.P O /ไร และ 3 กก.K O/ไร
                                                                                                        2
                                                                                       2 5
                  คิดเปนน้ําหนักปุยแลวแบงใส 3 ครั้งดังนี้
                         ครั้งที่ 1 สําหรับนาดําใสในชวงปกดํา แตถาเปนนาหวานใสหลังขาวงอก 15-20 วัน โดยใชปุยสูตร

                  16-20-0 หรือ ปุยสูตรใกลเคียง อัตรา 30 กก./ไร และปุยสูตร 0-0-60 อัตรา 5 กก./ไร

                         ครั้งที่ 2 ใสในระยะที่ขาวแตกกอ หรือ 30 วันหลังการใสปุยครั้งแรก คือ ปุยสูตร 46-0-0 อัตรา 9

                  กก./ไร
                         ครั้งที่ 3 ใสในระยะที่ขาวกําเนิดชอดอก คือ ปุยสูตร 46-0-0 อัตรา 9 กก/ไร
   211   212   213   214   215   216   217   218   219   220   221