Page 131 - รายงานการจัดการทรัพยากรดินเพื่อการปลูกพืชเศรษฐกิจหลักตามกลุ่มชุดดิน เล่มที่ 1 ดินบนพื้นที่ราบต่ำ
P. 131

117



                          8.3 การเตรียมดินสําหรับปลูกไมผล และไมยืนตน

                         8.3.1 ฝรั่ง  ตากดินไว 10-15  วัน ขุดหลุมปลูกขนาด 50x50x50  ซม. ดินที่ขุดขึ้นมาใหแยกชั้นบน

                  และลางไวคนละกอง ผสมดินชั้นลางกับปุยหมัก หรือปุยคอกในสัดสวน 1:2 รองกนหลุมดวยปุยหินฟอสเฟต

                  500 กรัม/หลุม จากนั้นกลบดินชั้นบนลงในหลุมแลวตามดวยดินชั้นลาง ควรกลบดินใหสูงกวาขอบปากหลุม

                  เดิมประมาณ 10 ซม. เผื่อการยุบตัวหลังจากรดน้ํา หรือฝนตก ชวยใหไมเกิดแองรอบโคนตน

                         8.3.2 มะนาว  ทําคันดินกวาง 6-8  เมตร และสูงกวาแนวระดับที่น้ําเคยทวมถึงประมาณ 50  ซม.

                  ขุดรองน้ําเพื่อระบายน้ําออกโดยใหมีขนาดกวาง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร และพื้นรองน้ํากวาง 0.5-0.7 เมตร

                  ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 5x5x5 เมตร

                         8.3.3 มะมวง  พื้นที่ลุมควรยกรองปลูกในแนวทิศเหนือ-ใต ใหมีสันรองกวาง 6-8 เมตร รองน้ํากวาง

                  1.0-1.5 เมตร ลึก 1.0 เมตร (ยกรองใหสันรองสูงกวาระดับน้ําที่เคยทวมสูงสุด 0.5-1.0 เมตร) แตถาพื้นที่ลุม

                  มาก ควรทําคันดินปองกันน้ําทวมรอบสวน มีทอระบายน้ําเขาออกไดโดยใชระยะระหวางตน 4-6 เมตร หลุม

                  ปลูกในพื้นที่อุดมสมบูรณควรมีขนาด 50x50x50 ซม. แตพื้นที่อุดมสมบูรณปานกลางควรมีหลุมปลูกขนาด
                  70x70x70 ซม. และใชวัสดุปรับปรุงดินเพิ่มมากขึ้น


                          8.4 การเตรียมดินสําหรับปลูกหญาเลี้ยงสัตว

                         มีพันธุหญาหลายพันธุที่สามารถขึ้นไดดีในดินกลุมนี้ เชนหญาขน หญาปลองน้ํา และหญาชันกาศ

                  เปนตน  ถาไดมีการปรับปรุงแกไขสภาพน้ําขังแชหรือน้ําทวมในฤดูฝนสามารถปลูกหญาเลี้ยงสัตวไดเปน

                  อยางดีซึ่งเปนทางเลือกในการใชประโยชนของกลุมดินชุดนี้อีกทางหนึ่ง

                  9. การใชปุยสําหรับพืชชนิดตางๆ

                          9.1 การใชปุยสําหรับขาว


                         ดินในกลุมชุดดินที่ 1 มีอินทรียวัตถุระดับปานกลาง ฟอสฟอรัสที่เปนประโยชนต่ํา และโพแทสเซียม
                  ที่แลกเปลี่ยนไดสูง  ดังนั้นเพื่อใหขาวไดรับธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมอยางเพียงพอ จึงควร

                  ใชปุยเคมีอยางเหมาะสม ซึ่งมีอยู 2 แนวทางคือ 1) ใชแมปุย โดยเลือกชนิดของแมปุย และอัตราของแมปุย

                  นั้น จากบทนําในตารางที่ ก 15-16 สําหรับขาวไมไวตอชวงแสง และ ก 17-18 สําหรับขาวไวตอชวงแสง

                  หรือ 2) ใชปุยนาซึ่งมีจําหนายทั่วไป สําหรับแนวทางที่ 2 นั้น สูตรปุย และอัตราปุยเคมีที่ควรใชมีดังนี้
                         ก) ขาวไมไวตอชวงแสง อัตราธาตุอาหารที่ควรใส คือ 12 กก.N/ไร และ 6 กก.P O /ไร คิดเปน
                                                                                                2 5
                  น้ําหนักปุยแลวแบงใส 3 ครั้งดังนี้ คือ

                         ครั้งที่ 1 สําหรับนาดําใสในชวงปกดํา แตถาเปนนาหวานใสหลังขาวงอก 15-20 วัน คือ ปุยสูตร

                  16-20-0 หรือ ปุยสูตรใกลเคียง อัตรา 30 กก./ไร

                         ครั้งที่ 2 ใสในระยะที่ขาวแตกกอ หรือ 30 วันหลังการใสปุยครั้งแรก คือ ปุยสูตร 46-0-0 อัตรา 9
                  กก./ไร
   126   127   128   129   130   131   132   133   134   135   136