Page 88 - คู่มือการพัฒนาที่ดินสำหรับหมอดินอาสาและเกษตรกร
P. 88
ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน
2) การเพิ่มผลผลิตพืชในพื้นที่ดินเค็มน้อยและปานกลาง
โดยทั่วไปในพื้นที่ดินเค็มน้อยและปานกลางมักอยู่ในที่ลุ่ม มีการใช้ประโยชน์เพื่อการทำนา
เนื่องจากข้าวเป็นพืชทนเค็มได้ระดับเค็มปานกลาง สำหรับพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมขังและมีแหล่งน้ำ สามารถใช้ใน
การปลูกผักทนเค็มได้ แนวทางในการจัดการมีดังนี้
(1) การเพิ่มผลผลิตข้าวในพื้นที่ดินเค็ม
- การเตรียมพื้นที่
• มีการปรับรูปแปลงนาด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำแบบที่ 1
(ปรับระดับหน้าดินให้สม่ำเสมอ ปรับคันนาสูง 0.5 เมตร กว้าง 1.5 เมตร ปลูกต้นไม้ทนเค็ม เช่น สะเดา
ยูคาลิปตัส บนคันนา) หรือแบบที่ 2 (ปรับระดับหน้าดินในนาให้สม่ำเสมอ ขุดคูรับน้ำเค็มที่ถูกชะล้างจากชั้น
หน้าดินและรักษาระดับน้ำใต้ดินไม่ให้พาเกลือขึ้นมาสะสมที่ดินชั้นบน ปรับคันนาปลูกต้นไม้ทนเค็ม เช่น
สะเดา ยูคาลิปตัส)
• ปลูกโสนอัฟริกันเป็นพืชปุ๋ยสดปรับปรุงบำรุงดิน ซึ่งโสนอัฟริกัน
เป็นพืชตระกูลถั่วที่ทนเค็ม ทนสภาพน้ำขัง มีปมทั้งที่รากและลำต้น มีประสิทธิภาพในการตรึงไนโตรเจนสูงใน
การปลูก ใช้เมล็ดอัตรา 5 กิโลกรัม ต่อไร่ หว่านให้ทั่วแปลง แล้วสับกลบเมื่อโสนอัฟริกันอายุประมาณ 60 วัน
• ใช้อินทรียวัตถุปรับปรุงบำรุงดิน เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก แกลบ
ฟางข้าว เป็นต้น
- การปลูกข้าว
• ใช้พันธุ์ข้าวทนเค็ม คือ ขาวดอกมะลิ 105 กข6 กข15 เป็นต้น
• กรณีที่ทำนาด้วยวิธีปักดำ ใช้กล้าข้าวอายุ 30-35 วัน ปักดำ 6-8
ต้นต่อจับ ระยะปลูก20x20 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มจำนวนต้นข้าวที่รอดตาย
- หลังเก็บเกี่ยวข้าว ควรคลุมดินด้วยฟาง ไม่ปล่อยให้หน้าดินว่าง เพราะจะทำให้น้ำ
ในดินระเหยพาเกลือกลับขึ้นมาสะสมที่ผิวดิน
ภาพแสดงการใช้วัสดุปรับปรุงดินเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว
60 คู่มือการพัฒนาที่ดินส�าหรับหมอดินอาสาและเกษตรกร
กรมพัฒนาที่ดิน

