Page 84 - แผนบริหารจัดการป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมด้วยระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ลุ่มน้ำห้วยยาง อำเภอศรีเทพ และอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์
P. 84

ห้องสมุดกรมพัฒนาที่ดิน

                                                          52


               ห้วยยาง พบว่า ผลรวมปริมาณร้อยละของทรายแป้งและปริมาณร้อยละของทรายละเอียดมากมีค่าสูง
               ส่งผลให้ค่า K-factor สูง และปริมาณร้อยละของอินทรียวัตถุในดินสูงส่งผลให้ค่า K-factor ต่ า และยัง

               พบว่าดินในกลุ่มวัตถุต้นก าเนิดดินพวกหินตะกอนเนื้อหยาบมีแนวโน้มให้ค่า K-factor มากที่สุด และดินใน

               กลุ่มวัตถุต้นก าเนิดดินพวกหินอัคนีสีเข้มมีค่า K-factor น้อยที่สุด (กรมพัฒนาที่ดิน, 2545) จากลักษณะ
               และสมบัติดินดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ดินที่มีค่า K-factor สูง (ง่ายต่อการกร่อน) จะมีแนวโน้มเกิดการชะล้าง

               พังทลายของดินได้สูง ส่วนดินที่มีค่า K-factor ต่ า (ยากต่อการกร่อน) จะมีแนวโน้มเกิดการชะล้างพังทลาย
               ของดินได้ต่ า

                    ดินที่พบเป็นส่วนใหญ่ของพื้นที่ อยู่ในกลุ่มดินที่มีวัตถุต้นก าเนิดดินตะกอนน้ าที่เป็นพวกทรายทับอยู่

               บนหินที่เปนดางของหินทราย หินดินดาน หินทรายแปง หรือหินกรวดมน ซึ่งมีเนื้อดินเป็นกลุ่มดินร่วน
               ปริมาณอินทรียวัตถุต่ า ได้แก่ ชุดดินวิเชียรบุรี (Wb) คิดเป็นร้อยละ 49.54 ของเนื้อที่ลุ่มน้ า มีแนวโน้มค่า

               ปัจจัยความคงทนของดิน (K-factor) สูงกว่า ดินในกลุ่มวัตถุต้นก าเนิดดินตะกอนน้ าพาซึ่งมีเนื้อดินเป็นกลุ่ม
               ดินเหนียว ปริมาณอินทรียวัตถุปานกลาง ได้แก่ ชุดดินบ้านโภชน์ (Bpo) คิดเป็นร้อยละ 12.79 ของเนื้อที่ลุ่ม

               น้ า มีแนวโน้มค่าปัจจัยความคงทนของดิน (K-factor) ต่ ากว่า

                    นอกจากปัจจัยด้านลักษณะสมบัติของดินแล้ว ปัจจัยด้านสภาพพื้นที่และการใช้ประโยชน์ที่ดินก็มีผล
               ต่อการชะล้างพังทลายของดิน โดยเฉพาะความลาดชันของพื้นที่จะมีผลโดยตรงต่อการชะล้างพังทลายของ

               ผิวหน้าดิน การไหลบ่าของน้ าผ่านผิวหน้าดิน ระดับน้ าใต้ดิน ความชื้นในดิน การระบายน้ า ความยากง่าย

               ต่อการกักเก็บน้ าและการเขตกรรม ดังนั้น สภาพพื้นที่จึงเป็นปัจจัยที่ส าคัญอย่างหนึ่งที่ควบคุมลักษณะของ
               การใช้ประโยชน์ที่ดินซึ่งส่งผลต่อการชะล้างพังทลายของดินด้วย โดยเฉพาะพืชไร่ เช่น ข้าวโพด และ

               มันส าปะหลัง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกเป็นส่วนใหญ่และปลูกในพื้นที่ที่มีความลาดชันสูงท าให้ดินมีอัตรา
               การถูกชะล้างพังทลายของดินสูง เนื่องจากปลูกในพื้นที่ที่มีความลาดชันสูงและมีสิ่งปกคลุมผิวหน้าดินน้อย

               ส่งผลท าให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง รวมทั้งในพื้นที่มีการใช้เครื่องจักรกลในการไถพรวนดิน

               บ่อยครั้ง เป็นสาเหตุส าคัญที่ท าให้สมบัติดินทางกายภาพลดลง และส่งเสริมให้เกิดการชะล้างพังทลายของ
               ดินเพิ่มสูงขึ้น พื้นที่ลาดชันเชิงซ้อนหรือพื้นที่ลาดชันสูง (slope complex or steep slope) มีความลาด

               ชันมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ เป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีการจ าแนกประเภทดิน คิดเป็นร้อยละ 10.21 ของเนื้อที่
               ลุ่มน้ า ไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืชทุกชนิด เนื่องจากมีอัตราการชะล้างพังทลายสูงมาก การจัดการดูแล

               รักษาล าบาก ท าให้เกิดการชะล้างพังทลายรุนแรงมาก แต่ถ้ามีความจ าเป็นต้องน าพื้นที่นี้มาใช้ประโยชน์

               ทางด้านการเกษตร มีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาถึงชนิดพืชที่จะปลูกร่วมกับลักษณะของดิน
               ภายใต้การจัดการอนุรักษ์ดินและน้ าเป็นพิเศษหรือท าในระบบวนเกษตร สภาพพื้นที่ลาดชันเชิงซ้อนหรือ

               พื้นที่ลาดชันสูง สามารถแบ่งย่อยออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

                     1) พื้นที่สูงชัน (steep slope) มีความลาดชัน 35-50 เปอร์เซ็นต์
                     2) พื้นที่สูงชันมาก (very steep slope) มีความลาดชัน 50-75 เปอร์เซ็นต์

                     3) พื้นที่สูงชันมากที่สุด (extremely steep slope) มีความลาดชันมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์
   79   80   81   82   83   84   85   86   87   88   89