Page 376 - รายงานการจัดการทรัพยากรดินเพื่อการปลูกพืชเศรษฐกิจหลักตามกลุ่มชุดดิน เล่มที่ 1 ดินบนพื้นที่ราบต่ำ
P. 376

362



                         6.5.2 ปลูกพืชปุยสดแลวไถกลบลง โดยปลูกพืชปุยสด เชน ปอเทือง โสน โสนอัฟริกัน และถั่วตางๆ

                  กอนการปลูกพืชหลัก 2-3 เดือน  แลวไถกลบเมื่อพืชเริ่มออกดอก วิธีนี้จะชวยปรับปรุงสมบัติทางดาน
                  กายภาพ เคมีและความอุดมสมบูรณของดิน


                         6.5.3 ใชปุยเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณของดิน ควรใชทั้งปุยอินทรีย และปุยเคมีควบคูกันไปในการ

                  ปลูกพืชไร  ไมผลและพืชผัก สําหรับปุยอินทรีย เชน ปุยหมัก ปุยคอกและปุยพืชสดนั้น  นอกจากจะ

                  ปลดปลอยธาตุอาหารภายหลังการสลายตัวในดินแลว ยังชวยปรับปรุงสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของ
                  ดินดวย  สวนปุยเคมีชวยเพิ่มธาตุอาหารที่ดินขาดแคลน ใหเพียงพอตอการเจริญเติบโตของพืช สําหรับสูตร

                  ปุย อัตราและวิธีการใชนั้นขึ้นอยูกับชนิดของพืชและระดับความอุดมสมบูรณของดิน ซึ่งกลาวไวในหัวขอที่ 9

                  7. ขอเสนอแนะ


                         กลุมชุดดินที่ 15  มีศักยภาพเหมาะสมสําหรับทํานาในชวงฤดูฝน  เนื่องจากอยูในที่ราบต่ํา สภาพ

                  พื้นที่ราบเรียบถึงเกือบราบเรียบ  การระบายน้ําคอนขางเลว และมีน้ําขังเหนือผิวดิน 3-5 เดือน  ในฤดูแลงมี

                  ศักยภาพเหมาะสมในการปลูกพืชไร เชน ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง ขาวโพดหวาน ยาสูบและพืชไรอายุสั้น
                  อีกหลายชนิด  นอกจากพืชไรแลวยังเหมาะสมในการปลูกพืชผัก เชน กะหล่ําปลี ผักกาดขาว  ผักกาดเขียว

                  แตงตางๆ หอม ฯลฯ แตดินในสภาพเดิมไมเหมาะสําหรับปลูกไมผล  เนื่องจากการระบายน้ําคอนขางเลว

                  และในฤดูฝนมีน้ําแชขังที่ผิวดินเปนระยะเวลานาน  ถาจะเปลี่ยนสภาพการใชที่ดินจากนาขาวเปนพื้นที่ปลูก

                  พืชไร  ไมผลและพืชผักอยางถาวร หรือปลูกตลอดปนั้น จําเปนจะตองมีการพัฒนา 3 ดาน คือ 1) ทําคันรอบ
                  พื้นที่  เพื่อปองกันน้ําทวมขัง 2) ยกรองปลูกเพื่อเพิ่มการระบายน้ําของดิน  และ 3) พัฒนาแหลงน้ําเสริม

                  เพื่อใหเพียงพอสําหรับการปลูกพืชในฤดูแลง อยางไรก็ตามการใชประโยชนกลุมชุดดินนี้จะมีประสิทธิภาพ

                  และเกิดประสิทธิผลสูงสุด เมื่อจัดระบบการใชที่ดินแบบ “ไรนาสวนผสม” โดยมีการแบงพื้นที่ออกเปนสวนๆ

                  ดังนี้

                          7.1 พื้นที่ปลูกขาว  ควรเปนพื้นที่ราบต่ําสุดเนื่องจากในฤดูฝนน้ําจะขังเร็วกวาพื้นที่สวนอื่น  และมัก

                  ไมขาดน้ําในการปลูกขาว ขอควรปฏิบัติเพื่อเพิ่มผลผลิตขาวแสดงไวในในหัวขอที่ 9 พื้นที่สวนนี้อาจปรับปรุง

                  เพื่อใชปลูกพืชไรอายุสั้น และพืชผักตางๆ  กอนและหลังการปลูกขาวไดดวย รูปแบบการใชที่ดินดังกลาวนี้

                  เกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม เชียงราย ลําพูน เพชรบูรณและอุตรดิตถ ไดปฏิบัติอยางกวางขวาง

                          7.2 พัฒนาเปนพื้นที่ปลูกพืชไรและพืชสวนตลอดป ควรใชพื้นที่คอนขางดอน ทําคันลอมรอบ

                  เพื่อปองกันน้ําทวม ปรับระดับพื้นที่ภายในแปลงใหสม่ําเสมอ และปรับปรุงการระบายน้ําของดินโดยการยก

                  รองปลูกและทํารองระบายน้ํารอบแปลง สําหรับวิธีจัดการดินเพื่อปลูกพืชไร พืชผักและไมผล ซึ่งกลาวไวใน
                  หัวขอที่ 8


                          7.3 พื้นที่พัฒนาแหลงน้ํา ควรอยูระหวางพื้นที่นาขาว พืชไร ไมผลและพืชผักตางๆ ไมลุมและดอน

                                                                                                            3
                  จนเกินไป ขนาดของสระน้ําที่จะพัฒนาควรเปนขนาดแหลงน้ําประจําไรนา คือ มีความจุประมาณ 1,250 ม
   371   372   373   374   375   376   377   378   379   380   381