Page 336 - รายงานการจัดการทรัพยากรดินเพื่อการปลูกพืชเศรษฐกิจหลักตามกลุ่มชุดดิน เล่มที่ 1 ดินบนพื้นที่ราบต่ำ
P. 336

322



                         8.1.3 พริก  แปลงปลูกและแปลงเพาะกลาควรไถดินลึก 20-25 และ15 ซม.ตามลําดับ แลวตากดิน

                  ไว 5-7 วัน ใสปุยคอก หรือปุยหมักที่ยอยสลายดีแลว 3-4 ตัน/ไร พรวนยอยชั้นผิวหนาดิน จากนั้นใสปุยสูตร
                  15-15-15 อัตรา 100-200 กรัม/ตร.ม. พรวนกลบดินเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณของดิน


                          8.2 การเตรียมดินสําหรับปลูกไมผล และไมยืนตน

                         8.2.1 มะพราว  การเตรียมหลุมปลูก ระยะที่ปลูกระหวางตน 6, 9 และ8.5 เมตร คือ พันธุตนเตี้ย

                  ตนสูง และลูกผสมตามลําดับ สวนระยะระหวางแถวขึ้นอยูกับความกวางของรอง ควรเตรียมหลุมปลูกในฤดู

                  แลง โดยใหหลุมมีขนาด 50x50x50 ซม. การขุดควรแยกดินสวนบนไวตางหาก และควรตากหลุมอยางนอย

                  1 สัปดาห  กอนปลูกใหใชปุยคอกหรือปุยหมักผสมดินในหลุมปลูก ในอัตรา 1:7และควรใชปุยหินฟอสเฟต
                  รองกนหลุมดวยหลุมละ 3 กก.


                         8.2.2 มะมวงหิมพานต   ในพื้นที่ปาละเมาะ  ควรขุดตอไมออกจากแปลงปลูกและทําใหพื้นที่โลง

                  เตียน  เพื่อสะดวกในการวางแนวและขุดหลุม โดยกําหนดใหมีระยะปลูก 6x6 เมตร มีจํานวนตน 45 ตน/ไร

                  แลวขุดหลุมปลูกขนาด กวางxยาวxลึก เทากับ 60x60x60 ซม. เอาดินในหลุมกองตากแดดไวสักระยะหนึ่ง
                  หลังจากนั้นใหเอาปุยคอก หรือปุยหมักประมาณ 30-50 กก.  เคลากับดินและนํากลับลงไปในหลุม  การ

                  เตรียมหลุมและเคลาปุยตองดําเนินการใหเสร็จกอนฤดูฝนประมาณ 1 เดือน

                         8.2.3 ละมุด  กอนปลูกควรเตรียมดินโดยการใสปุยคอก อัตรา 1-2 ตัน/ไร การปลูกละมุดนิยมปลูก

                  แบบยกรองเพื่อประโยชนในการระบายน้ํา


                  9. การใชปุยสําหรับพืชชนิดตางๆ

                          9.1 การใชปุยสําหรับขาว

                         ดินในกลุมชุดดินที่ 12 มีอินทรียวัตถุระดับสูง ฟอสฟอรัสที่เปนประโยชนสูง โพแทสเซียมที่

                  แลกเปลี่ยนไดสูง ดังนั้นเพื่อใหขาวไดรับธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมอยางเพียงพอ จึงควรใช

                  ปุยเคมีอยางเหมาะสม ซึ่งมีอยู 2 แนวทางคือ 1) ใชแมปุย โดยเลือกชนิดของแมปุยและอัตราของแมปุยนั้น

                  จากบทนําในตารางที่ ก 15-16 สําหรับขาวไมไวตอชวงแสง และ ก 17-18 สําหรับขาวไวตอชวงแสง หรือ 2)
                  ใชปุยนาซึ่งมีจําหนายทั่วไป สําหรับแนวทางที่ 2 นั้น สูตรปุยและอัตราปุยเคมีที่ควรใชมีดังนี้

                         ก. ขาวไมไวตอชวงแสง อัตราธาตุอาหารที่ควรใส คือ 6 กก.N/ไร คิดเปนน้ําหนักปุยแลวแบงใส 3

                  ครั้งดังนี้

                         ครั้งที่ 1 สําหรับนาดําใสในชวงปกดํา แตถาเปนนาหวานใสหลังขาวงอก 15-20 วัน คือ ปุยสูตร

                  46-0-0 อัตรา 5 กก./ไร
                         ครั้งที่ 2 ใสในระยะที่ขาวแตกกอ หรือ 30 วันหลังการใสปุยครั้งแรก คือ ปุยสูตร 46-0-0 อัตรา 4

                  กก./ไร

                         ครั้งที่ 3 ใสในระยะที่ขาวกําเนิดชอดอก คือ ปุยสูตร 46-0-0 อัตรา 4 กก./ไร
   331   332   333   334   335   336   337   338   339   340   341