ทะเบียนวิจัยเลขที่ 41 42 01 01 000 08 02 01 12
ชื่อโครงการวิจัย ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติทางเคมี ลักษณะทางจุลสัณฐานองค์ประกอบทางแร่ ทางกายภาพของดินชุดเดิมบางในจังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี และนครสวรรค์
กลุ่มชุดดินที่ 7 ชุดดินเดิมบาง
ผู้ดำเนินการ น.ส. สินี ดงไม้น้ำ Miss Sinee Dongmainum

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยสมบัติทางเคมี ทางกายภาพ องค์ประกอบทางแร่ และทางจุลสัณฐานบางประการของชุดดินเดิมบาง ในจังหวัดสุพรรณบุรี (อำเภออู่ทองและอำเภอเมือง) จังหวัดราชบุรี (อำเภอบ้านโป่ง) และจังหวัดนครสวรรค์ (อำเภอเก้าเลี้ยว) จำนวน 4 หน้าตัดดิน 16 ตัวอย่าง ใช้วิธีการศึกษาทั้งภาคสนามและการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ได้ทำการวิเคราะห์ทางด้านกายภาพ เคมีจุลสัณฐานและองค์ประกอบทางแร่ ชุดดินเดิมบางจำแนกอยู่ในกลุ่มดิน Tropaqualfs อันดับ Alfisols

ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่า ชุดดินเดิมบางมีวัตถุต้นกำเนิดดินเป็นตะกอนน้ำ (Alluvium) มีสมบัติทางกายภาพมีเนื้อดินส่วนใหญ่เป็นดินเนื้อละเอียด ดินบนเป็นดินร่วน (loam) ดินร่วนเหนียวปนทราย (sandy clay loam) ส่วนชั้นดินล่างมีเนื้อดินเป็นดินร่วนปนดินเหนียว (clay loam) หรือดินเหนียว (clay) มีการสะสมดินเหนียวในชั้นดินล่างซึ่งจัดเป็นชั้นอาร์จิลลิกได้แสดงถึงว่าดินมีการพัฒนาการมานานพอสมควร มีความหนาแน่นรวมดินบนอยู่ในระดับปานกลางและดินล่างมีค่าระดับปานกลางถึงค่อนข้างสูง (1.54-1.7 g/cm3) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความลึกมีค่าสัมประสิทธิ์การนำน้ำของดินขณะอิ่มตัว คือความซาบซึมน้ำของดินอยู่ในขั้นเร็วถึงช้ามาก ( 0.00 - 21.88 cm. / hr. ) โดยดินบนมีค่าปานกลาง ดินชั้นล่างมีค่าอยู่ในชั้นเร็วถึงช้ามาก องค์ประกอบทางแร่ในอนุภาคขนาดดินเหนียวและขนาดแป้งของชุดดินบาง ( Db1 ) ในอนุภาคขนาดดินเหนียวพบแร่เคโอลิไนต์ทุกหน้าตัดดินโดยมีปริมาณเพิ่มขึ้นที่ความลึก 130 – 250 ซม. ในดินบนสุดชั้น Ap พบแร่มอนต์มอริลโลไนต์ รวมอยู่ด้วย นอกจากนี้พบแร่อิลไลต์ และแร่ดินเหนียวสอดชั้นระหว่าง 10–14 A0 ทุกชั้นดินในปริมาณน้อยมากพบแร่ควอร์ตซ์มีปริมาณลดลงตามความลึก ในความลึกตั้งแต่ 0-80 ซม. พบแร่กิบบ์ไซต์ในปริมาณน้อยมาก ในอนุภาคขนาดทรายแป้งแร่ที่พบเป็นแร่ควอร์ตซ์มีแร่เฟลด์สปาร์ปนอยู่น้อยมาก

สมบัติทางเคมีพบว่าชุดดินเดิมบางทั้ง 4 บริเวณ pH เป็นกรดจัดถึงเป็นด่างอย่างอ่อน (pH 4.8–8.0) ค่าอินทรียวัตถุอยู่ในระดับค่อนต่ำถึงต่ำมาก ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์มีค่าต่ำถึงต่ำมาก ยกเว้นบางชั้นดินและบางชุดดินที่มีค่าค่อนข้างสูงถึงสูง ปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์มีค่าต่ำมากถึงสูงมาก ปริมาณด่างรวมที่แลกเปลี่ยนได้มีค่าแตกต่างกันในแต่ละหน้าตัดดิน นอกจากนั้นค่าโซเดียมที่แลกเปลี่ยนได้ยังมีค่ามากกว่าด่างชนิดอื่น อาจเป็นอิทธิพลของทะเลที่เคยมีต่อดินยังคงหลงเหลืออยู่ ค่าร้อยละความอิ่มตัวด้วยประจุบวกที่เป็นด่างของทั้ง 4 บริเวณ ปรากฎว่าส่วนใหญ่มีค่าปานกลางถึงสูงความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวกส่วนใหญ่ดินทั้ง 4 บริเวณมีค่าตั้งแต่ระดับปานกลางจนถึงระดับค่อนข้างสูง ยกเว้นบางชั้นดินของบางบริเวณที่มีค่าต่ำถึงค่อนข้างต่ำนอกจากนี้ยังมีค่าลดลงและเพิ่มขึ้นสลับกันภายในหน้าตัดดินซึ่งสอดคล้องกับอนุภาคดินเหนียวที่มีปริมาณลดลงและเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันค่าการนำไฟฟ้ามีค่าต่ำมาก จึงไม่มีอิทธิพลของความเค็มเข้ามาเกี่ยวข้อง ปริมาณกรดที่แลกเปลี่ยนได้ ส่วนใหญ่มีค่อนข้างสูงถึงสูง ปริมาณของอะลูมินั่มมีค่าอยู่ในพิสัย 3.25–5.22 cmol (+) kg-1 ในดินบน และชั้นดินถัดมาไม่มีปริมาณของอลูมินั่มแต่มีในดินล่างตั้งแต่ความลึก 34/36 – 200 ซม. มีค่าเพิ่มขึ้นในชั้นดินล่างที่ระดับ 80–130 ซม. แล้วลดลงในชั้นดินต่อไปจนถึงดินล่างสุด

ลักษณะทางจุลสัณฐานวิทยาอนุภาคหยาบในเนื้อดินส่วนใหญ่เป็นแร่ควอร์ตขนาดทรายแป้งถึงขนาดทรายละเอียดมาก และขนาดทรายปานกลางถึงทรายหยาบเล็กน้อย (5 – 15 % ) มีรูปร่างเป็นเหลี่ยมมุมคมถึงกลม ( angular to rounded ) และพบแร่ทัวร์มาลีนในขนาดทรายปานกลางซึ่งมีรูปร่างมุมเกือบเป็นทรงกลมการคัดขนาดไม่ดี ( poorly sorted ) แสดงถึงวัตถุต้นกำเนิดดินที่เป็นตะกอนน้ำที่ถูกพัดพาทับถม (alluvium deposit ) อนุภาคขนาดละเอียดของดินส่วนใหญ่ประกอบด้วยอนุภาคดินเหนียวจนถึงทรายแป้ง ความสัมพันธ์ของอนุภาคขนาดหยาบและขนาดละเอียดส่วนใหญ่เป็นแบบเนื้อสองขนาดที่มีอนุภาคทรายหยาบฝังอยู่ในเนื้อละเอียด ชนิดเนื้อดอกชิดถึงเนื้อดอกห่าง (close and open porphyric) การที่พบการเคลือบของแร่ดินเหนียวที่ระดับความลึก 20–34/36 ซม. ประมาณ 2–3% แสดงถึงคุณสมบัติของ argillic horizon แสดงว่าดินมีการพัฒนาการอยู่ระดับปานกลางถึงสูง การพบมวลพอกและสร้างก้อนกลมของเหล็กแสดงว่าในช่วงพัฒนาการของดินจะต้องมีระยะเวลาที่ดินน้ำขังนานพอที่จะทำให้เกิดการละลาย และเคลื่อนย้ายสารเหล่านี้ และระบบพัฒนาการของดินอยู่ในวัฏจักรออกซิเดชันรีดักชัน ในสภาวะที่สลับระหว่างสภาวะเปียกและแห้ง การพบ stress cutan ในชั้นดินระดับความลึก 80–130 ซม. แสดงการหดและขยายตัวของดินในสภาพเปียกและแห้ง

จากผลการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยใช้หลักเกณฑ์ของกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งใช้ผลการวิเคราะห์ดินทางเคมีให้แก่ปริมาณอินทรียวัตถุปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ โพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ ร้อยละของการอิ่มตัวประจุบวกที่เป็นด่าง และความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวกของดิน (กองสำรวจดิน, 2523) พบว่าชุดดินเดิมบางที่ทำการศึกษาจำนวน 4 พีดอน มีระดับความอุดมสมบูรณ์อยู่ในระดับต่ำถึงปานกลางโดยพีดอนที่ 2 และ พีดอนที่ 4 มีความอุดมสมบูรณ์ที่ต่ำ ส่วนพีดอนที่ 1 และพีดอนที่ 3 มีความอุดมสมบูรณ์อยู่ในระดับปานกลางตัวแปรที่สำคัญที่ทำให้ดินมีระดับความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง ( Db1 และ Db3 ) เป็นผลจากการมีค่าร้อยละของการอิ่มตัวด่างที่สูง (มากกว่าร้อยละ 75) และมีความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวกของดินอยู่ในช่วงปานกลาง สำหรับ Db2 และ Db4 โดยเฉพาะในช่วง 0–30 ซม. ตัวแปรเกือบทุกประเภทมีค่าอยู่ระดับต่ำ จึงส่งผลให้ระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินอยู่ในเกณฑ์ต่ำด้วย

กลับสู่เมนูหลัก